
เมื่อชื่อสินค้ากับป้ายระบุเส้นใยไม่ตรงกัน
ชื่อสินค้าเขียนขึ้นเพื่อการค้นดู อาจบอกรูปทรง ใช้ชื่อเดิมจากซัพพลายเออร์ หรือเน้นวัสดุชนิดหนึ่ง ส่วนป้ายเสื้อผ้าบันทึกสัดส่วนเส้นใยของแต่ละชิ้นส่วน หากข้อมูลไม่ตรงกัน ควรยึดส่วนประกอบที่ระบุบนป้าย
เหตุใดชื่อกับป้ายจึงต่างกัน
ชื่อเดิมอาจยังคงอยู่หลังได้รับข้อมูลที่แม่นยำกว่า หรือคำว่า “เดรสลินิน” อาจใช้เรียกสไตล์หน้าร้อน กฎการติดฉลากสิ่งทอและขนสัตว์ของ FTC สหรัฐฯ กำหนดให้สินค้าส่วนใหญ่ที่อยู่ภายใต้กฎระบุสัดส่วนเส้นใย ประเทศต้นกำเนิด และผู้รับผิดชอบ
สี่ตัวอย่างจากป้ายที่ตรวจสอบแล้ว
- เดรสสีเหลืองที่มีคำว่า linen ในชื่อ: ผ้าหลักเฮมพ์ 100%; ซับในคอตตอน 100%
- เดรสพลีตวูล: ผ้าหลัก Tencel 75%, วูล 19%, สแปนเด็กซ์ 6%
- เดรสเชิ้ตผสมไหม: ผ้าหลักวิสโคส 52%, ไหม 48%
- เดรสเกาะอกมิดิ: ผ้าหลักโพลีเอสเตอร์ 100%; ซับในลินิน 100%
วิธีแก้ไขข้อมูลสินค้า
เก็บภาพป้ายพร้อมรหัสสินค้า ถอดข้อมูลแยกตามชิ้นส่วน แล้วปรับคำอธิบายวัสดุและสัดส่วนที่ถูกต้องโดยคง URL เดิม หากชื่ออ้างเส้นใยชัดเจนแต่ขัดกับป้าย ควรทบทวนชื่อที่แสดงด้วย
สิ่งที่ไม่ควรอนุมาน
ป้ายเส้นใยไม่ยืนยันแหล่งปลูกวัตถุดิบ มาตรฐานแรงงาน หรือผลกระทบสิ่งแวดล้อม “Made in” และ “Designed in” เป็นคนละข้ออ้าง
สิ่งที่ผู้ซื้อควรทำ
- อ่านสัดส่วนผ้าหลักก่อน
- ตรวจซับใน ผ้าตัดต่อ ลูกไม้ และผ้ากระเป๋าแยกกัน
- ใช้ชื่อสินค้าเพื่อค้นหา ไม่ใช่เป็นหลักฐาน
- ทำตามป้ายดูแล
- หากไม่มีเปอร์เซ็นต์ ให้ขอภาพป้าย
แหล่งข้อมูล:แหล่งอ้างอิงหลักคือแนวทางการติดฉลากสิ่งทอและขนสัตว์ของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) ตัวอย่างทั้งสี่ใช้ภาพป้ายเสื้อผ้า WeftKind ที่ตรวจสอบแล้ว และไม่คาดเดาแหล่งวัตถุดิบ สภาพแรงงาน หรือผลกระทบสิ่งแวดล้อม



